<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[มติคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2073</link>
<atom:link href="https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2073" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[สรุปมติการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2566]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181010</link>
<guid isPermaLink="false">80973c27428a7f466202e59b47d8d400</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; <span style="color:#800080;"><span style="font-size:36px;">คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอสรุปมติการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายกีรติ รัชโน) ทำหน้าที่ประธาน สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. เห็นชอบ<strong>หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงว่าด้วยการเกษตรภายใต้องค์การค้าโลก </strong>(World Trade Organization: WTO) <strong>สำหรับสินค้ามะพร้าวและมะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมะพร้าวและแฟรกชันของน้ำมันมะพร้าว (น้ำมันมะพร้าวฯ) สำหรับปี </strong><strong>2566-2568</strong>&nbsp;<br />
<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. การบริหารปริมาณการนำเข้ามะพร้าวผล พิกัดอัตราศุลกากร 0801.12.00 พิกัดฯ 0801.19.10 และพิกัดฯ </strong><strong>0801.19.90</strong><strong> ตามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (</strong><strong>ASEAN Free Trade Area: AFTA) ปี 2566 ในช่วงแรก (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566) </strong>โดยผู้ประกอบการ/ผู้นำเข้าจะชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลพิกัดฯ ดังกล่าวในช่วงแรก (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566) ออกไปก่อน และได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ/ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลภายใต้กรอบความตกลง WTO กะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งออกไปก่อนด้วย จนกว่าราคามะพร้าวผลภายในประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติ </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181004</link>
<guid isPermaLink="false">9d4f8fb078a44ff960acfcf8642ffddd</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> คณะรัฐมนตรีรับทราบพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติแทนคณะรัฐมนตรี ในการตราร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระราชกฤษฎีกา ประกอบด้วย 5 มาตรา มีสาระสำคัญให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570)]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181003</link>
<guid isPermaLink="false">a997641b92102d55e7e1dea7aefa4c8d</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. เห็นชอบข้อเสนอมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) และรับทราบผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ (เมื่อสิ้นสุดมาตรการ) ตามมติ คปร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ให้องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐ<sup>1</sup> นำหลักการและแนวทางของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐฯ ไปปรับใช้เพื่อให้การกำกับดูแล การควบคุมขนาดกำลังคนและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร.<sup>2</sup> และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันกำหนดรูปแบบและแนวทางในการเชื่อมโยงและบูรณาการการจัดทำฐานข้อมูลด้านกำลังคนภาครัฐและงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เพื่อให้ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนภาครัฐทุกประเภท และรายงานข้อมูลดังกล่าวให้ คปร. ทราบ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ ทบทวน หรือจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านกำลังคนและงบประมาณต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มีนาคม 2562) เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(พ.ศ. 2562-2565) ตามมติ คปร. (15 กุมภาพันธ์ 2562) ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) มาตรการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐเชิงกลยุทธ์และ (2) มาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางการนำมาตรการบริหารจัดการกำลังภาครัฐไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงให้ คปร. รายงานผลการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ตลอดจนปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการตามมาตรการฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 มิถุนายน 2565) รับทราบรายงานสรุปภาพรวมการบริหารกำลังคนของส่วนราชการในฝ่ายพลเรือนและแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเห็นชอบข้อเสนอแนะเพื่อให้การบริหารอัตรากำลังของภาคราชการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามที่สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. เสนอ ซึ่งรวมถึงให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนนำแนวทางการบริหารอัตรากำลังของ คปร. ไปปรับใช้อย่างจริงจังเพื่อให้การกำกับดูแลการควบคุมขนาดกำลังคนและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคคลของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ได้จัดประชุมหารือระหว่างผู้แทนหน่วยงานกลางและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดทำมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในระยะต่อไปซึ่งมีการวิเคราะห์ครอบคลุมข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกำลังคนของส่วนราชการ พบว่า ส่วนราชการหลายแห่งอาจยังไม่ตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น และสัดส่วนคำของบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนราชการเพิ่มขึ้น แต่มิได้ถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนกำลังคนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ อีกทั้งส่วนราชการหลายแห่งมีคำขอรับการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และไม่ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐอย่างเคร่งครัดเท่าที่ควร ดังนั้น &nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนในการตรึงอัตรากำลังคนภาครัฐทุกประเภทไว้ระยะหนึ่ง เพื่อควบคุมกำลังคนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของประเทศควบคู่ไปกับการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐให้มีความเหมาะสม ซึ่ง คปร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 มีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) และรับทราบผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ และให้เสนอประธาน คปร. และเสนอคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1 ผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ (เมื่อสิ้นสุดมาตรการ) สรุปได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1.1 ผลการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการและลูกจ้างประจำ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566) สรุปได้ ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการพลเรือนสามัญ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญ รวม 26,781 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมทันที จำนวน 19,121 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 71.40 (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 2,439 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.10 และ (3) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมหรือเกลี่ยให้ส่วนราชการอื่นในสังกัดกระทรวง จำนวน 5,221 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 19.50</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 69,134 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการ จำนวน 69,019 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 99.83 และ (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 115 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.60 จากจำนวนผลการเกษียณอายุของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในหน่วยงานการศึกษา สังกัด ศธ. จำนวน 1,183 อัตรา</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการตำรวจ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ รวม 17,696 อัตรา โดยเป็นชั้นสัญญาบัตร จำนวน 3,854 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 21.78 และชั้นประทวน จำนวน 13,842 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 78.22 โดยจัดสรรอัตราคืนให้ส่วนราชการทั้งหมด</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ลูกจ้างประจำ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุหรือว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของลูกจ้างประจำ รวม 22,794 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราที่ต้องยุบเลิกทั้งหมด</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1.2 ผลการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่และการบริหารอัตราข้าราชการตั้งใหม่ โดยในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2565 คปร. ได้พิจารณาอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการ จำนวน 27 ส่วนราชการ รวม 60,921 อัตรา (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566) ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคโดยส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการสรรหา บรรจุและแต่งตั้งอัตราข้าราชการตั้งใหม่ที่ได้รับจัดสรรให้แล้วเสร็จโดยเร็วหรือภายในระยะเวลา 1 ปี ตามแผนการสรรหาภายในกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่นำเสนอต่อ คปร. โดยมีสาเหตุอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.2 &nbsp;มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) (มาตรการที่เสนอในครั้งนี้) มีหลักการมุ่งเน้นการบริหารกำลังคนให้สมดุลกับบทบาทภารกิจของภาครัฐ ควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังภาครัฐให้มีขนาดที่เหมาะสม พัฒนาบุคลากรภาครัฐทุกประเภทให้มีความรู้ความสามารถสูง มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดให้นำมาตรการดังกล่าวมาใช่ในการบริหารกำลังคนภาครัฐที่ครอบคลุมส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับของฝ่ายบริหารที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเภทงบบุคลากร ได้แก่ 1) ข้าราชการ (ไม่รวมข้าราชการทหาร) 2) พนักงานราชการ 3) ลูกจ้างประจำ และ 4) ลูกจ้างชั่วคราว มีผลบังคับใช้ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) หรือจนกว่าจะมีมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน อย่างไรก็ดี มาตรการที่เสนอในครั้งนี้ (ฉบับใหม่) มีสาระสำคัญแตกต่างไปจากมาตรการฉบับเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มีนาคม 2562) เห็นชอบไว้ สรุปได้ ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ </strong><br />
			<strong>(พ.ศ. 2562-2565) (มาตรการฉบับเดิม)</strong></span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) </strong><br />
			<strong>(มาตรการที่เสนอในครั้งนี้)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ระยะเวลาการดำเนินการ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">4 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน</span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ปรับเป็น 5 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับ เพื่อให้การบริหารกำลังคนภาครัฐสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>องค์ประกอบของมาตรการ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐเชิงกลยุทธ์ และ (2) มาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ โดยมุ่งเน้นให้ส่วนราชการมีกำลังคนทั้งประเภทและจำนวนให้เหมาะสมสอดคล้องกับการขับเคลื่อนบทบาทภารกิจและโครงสร้างของส่วนราชการ สามารถบริหารกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า</span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ประกอบด้วย 2 มาตรการ ลักษณะเดียวกับมาตรการฉบับเดิม แต่จะมุ่งเน้นการควบคุมขนาดกำลังคนและงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการฉบับเดิม</strong></span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการที่เสนอในครั้งนี้</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ คปร. กำหนดตามมาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>1. กรณีการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการพลเรือนสามัญ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งประเภทบริหารและประเภทอำนวยการ ให้จัดสรรอัตราข้าราชการที่ว่างจากผลการเกษียณอายุคืนส่วนราชการเดิมทั้งหมด (ร้อยละ 100)<br />
			2) ตำแหน่งประเภทวิชาการและตำแหน่งประเภททั่วไปให้จัดสรรตามขนาดของส่วนราชการ ดังนี้</span></span>
			<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
				<tbody>
					<tr>
						<td colspan="4" style="width:305px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ขนาดส่วนราชการ</strong></span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คืนทันที</strong></span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น</strong></span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>อ.ก.พ. กระทรวงจัดสรร</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td colspan="4" style="width:305px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>1. ส่วนราชการขนาดเล็ก</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- มีข้าราชการไม่เกิน 300 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 100</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- มีข้าราชการ 301-1,000 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 95</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 5</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">2. ส่วนราชการขนาดกลาง ที่มีข้าราชการ 1,001-5,000 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 70</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 10</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 20</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">3. ส่วนราชการขนาดใหญ่ที่มีข้าราชการ 5,001 อัตราขึ้นไป</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 60</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 15</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 25</span></span></td>
					</tr>
				</tbody>
			</table>
			<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> ทั้งนี้ ส่วนราชการสามารถแจ้งอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุในปีงบประมาณนั้น ๆ หรือนำอัตราว่างอื่นที่เห็นสมควรยุบเลิกแทนอัตราเกษียณอายุได้ตามความจำเป็น แต่จะต้องไม่นำตำแหน่งที่ คปร. หรือ อ.ก.พ. กระทรวงกำหนดเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งไว้เป็นการเฉพาะมายุบเลิก</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราว่าง</u>จากผลการเกษียณอายุ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่<br />
			(1) ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2567 ให้ตรึงอัตรากำลัง ไม่เพิ่มกรอบอัตรากำลังตั้งใหม่ในภาพรวมโดยชะลอการทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุด้วยกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ส่วนราชการมีระยะเวลาในการทบทวนบทบาทภารกิจและ จัดอัตรากำลังแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับภารกิจและลักษณะงาน<br />
			(2) ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2570<br />
			จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการตามขนาดของส่วนราชการซึ่งเป็นไปตามมาตรการฉบับเดิม<br />
			- <u>เพิ่มเงื่อนไขการบริหารอัตรากำลังข้างต้น</u> โดยไม่ควรมีตำแหน่งข้าราชการว่างเกินร้อยละ 5<br />
			ของกรอบอัตราข้าราชการทั้งหมดและไม่ควรมีตำแหน่งว่างติดต่อกันเกิน 1 ปี ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. จะติดตามและรายงานต่อ คปร. พิจารณานำตำแหน่งว่าง<br />
			มาจัดสรรให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนร่าชการที่มีความจำเป็นต่อไป</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งที่เห็นควรจัดสรรคืนทั้งหมด เช่น (1) ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา และ (2) ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ซึ่งไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท. หรือไม่อยู่ในแผนการควบรวมสถานศึกษา<br />
			2) ตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. พิจารณาจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี เช่น (1) ตำแหน่งสำหรับบรรจุนักเรียนทุนรัฐบาล (2) ตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป และไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท. (3) ตำแหน่งในวิทยาลัยสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (4) ตำแหน่งในสถาบันวิทยาลัยชุมชน (5) ตำแหน่งในสังกัดสถาบันพลศึกษา และ (6) ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2)<sup>3</sup> ในหน่วยงานการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งนี้ สำหรับตำแหน่งในวิทยาลัยสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตำแหน่งในสถาบันวิทยาลัยชุมชน และตำแหน่งในสังกัดสถาบันพลศึกษา ให้ดำเนินการเป็นไปตามข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ก.ค.ศ. มิได้มีอำนาจในการพิจารณา</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ขยายเงื่อนไขเฉพาะกรณีให้ครอบคลุมตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในกลุ่มสถานศึกษา<sup>4</sup></u> ที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา โดยปรับเป็นตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือกลุ่มสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ในพื้นที่ปกติและไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท.<br />
			- <u>เพิ่มมาตรการในการจัดสรร</u>ตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี โดยให้ ก.ค.ศ. พิจารณานำตำแหน่งที่มีอัตรากำลังครูผู้สอนเกินเกณฑ์อัตรากำลังของ ก.ค.ศ. มากำหนดเป็นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียน 61-119 คน ที่จำเป็นต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาในระหว่างดำเนินการตามแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก<br />
			- <u>ปรับวิธีการจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณีสำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2)</u> เฉพาะตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการและตำแหน่งประเภททั่วไป โดยกำหนดแนวทางการจัดสรรเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการตำรวจ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งในภารกิจด้านการถวายความปลอดภัย<br />
			2) ตำแหน่งในภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
			3) ตำแหน่งในภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม<br />
			4) ตำแหน่งในภารกิจด้านการปราบปรามยาเสพติด<br />
			5) ตำแหน่งในภารกิจที่มีเหตุผลความจำเป็นพิเศษ<br />
			นอกจากนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) นำแนวทางการพิจารณาทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่นให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจตลอดจนสนับสนุนให้ใช้อัตรากำลังข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศในภารกิจสนับสนุนการจัดการภายในสำนักงาน ควบคู่กับการใช้อัตรากำลังประเภทอื่น หรือภารกิจอื่นที่มิได้เกี่ยวข้องกับลักษณะงานตามภารกิจหลักของ ตช.</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">การจัดสรรอัตราว่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้มาตรการฉบับเดิมแต่<u>ปรับเพิ่ม</u> โดยให้ ตช. ตรึงอัตรกำลัง โดยบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เพิ่มกรอบอัตรากำลังตั้งใหม่ในภาพรวม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>2. กรณีการบริหารอัตรากำลังลูกจ้าง</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) ให้ยุบเลิกอัตราลูกจ้างประจำที่ว่างจากผลการเกษียณอายุและว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของทุกส่วนราชการ เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็น ให้เสนอ คปร. พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป<br />
			2) ไม่ให้มีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากงบประมาณประเภทงบบุคลากร ยกเว้นการจ้างลูกจ้างชั่วคราว 4 ประเภท เช่น (1) ลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง และ (2) ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการที่มีสำนักงานในต่างประเทศ กรณีที่จำเป็นต้องจ้างลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว ให้จัดทำคำขออนุมัติเสนอสำนักงาน ก.พ. พิจารณาเป็นรายกรณี<br />
			3) การทบทวนความจำเป็นของการใช้อัตราลูกจ้างชั่วคราวข้างต้น ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เคยได้รับการจัดสรรอัตราลูกจ้างชั่วคราวพิจารณาทบทวนและจัดทำข้อมูลการจ้างลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว พร้อมทั้งรายงานผลให้สำนักงาน ก.พ. ทราบปีละ 1 ครั้ง (ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณ) เพื่อรายงานให้ คปร. ทราบต่อไป</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คงเดิม</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>3. กรณีการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) การกำหนดจำนวนพนักงานราชการ ให้ทดแทนอัตราข้าราชการเกษียณ 1 อัตรา ต่ออัตราพนักงานราชการ 1 อัตรา (1 : 1)<br />
			2) การกำหนดตำแหน่งพนักงานราชการ ให้กำหนดตามประเภทและลักษณะงานตามกลุ่มงานของพนักงานราชการเป็นประเภททั่วไป เฉพาะ 4 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิค กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ<br />
			3) การกำหนดกรอบระยะเวลาการจ้าง ให้มีระยะเวลาการจ้างได้ไม่เกินกว่าระยะเวลาของกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการระยะ 4 ปี ที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) อนุมัติโดยไม่นำไปรวมกับกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่เป็นกรอบปกติ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างในแต่ละรอบให้ส่วนราชการพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจและความจำเป็นของการใช้อัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนเสนอ คพร. พิจารณาต่อไป<br />
			ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คพร. ตอบมติอนุมัติการจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมกรณีข้างต้นได้ทันที ยกเว้นกรณีที่คำขอไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดให้เสนอ อ.คพร. และ คพร. พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป และให้รายงานให้ อ.คพร. และ คพร. ทราบทุกปี</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ</u> ดังนี้<br />
			(1) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2567 ให้ชะลอการทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ ของข้าราชการด้วยกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ<br />
			(2) การกำหนดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ &nbsp;&nbsp;โดยนำกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุในรอบที่ 5 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2567) มานับรวมอยู่ในกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่จะให้ คพร. พิจารณาจัดสรรให้กับส่วนราชการในรอบถัดไป คือ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571)<br />
			ทั้งนี้ การกำหนดตำแหน่งพนักงานราชการและการกำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นไปตามมาตรการฉบับเดิม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>4. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่มีความสำคัญเร่งด่วน<br />
			2) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจโครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งส่วนราชการระดับกระทรวงหรือระดับกรมขึ้นใหม่<br />
			3) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจ โครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ ในส่วนการขอรับการจัดสรรตามข้อ 2)-3) ส่วนราชการต้องพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังที่มีอยู่เดิมของส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งในและต่างกระทรวง กรม มาปฏิบัติภารกิจในระยะแรกแต่ยังมีความจำเป็นต้องขอจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่<br />
			ทั้งนี้ การขอจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ส่วนราชการ/หน่วยงานจะต้องแสดงเหตุผลความจำเป็น พร้อมทั้งรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยให้ส่วนราชการที่มีคำขอหารือร่วมกับฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. (สำนักงาน ก.พ.) เพื่อร่วมศึกษาวิเคราะห์และจัดทำคำขอเสนอต่อ อ.ก.พ. กระทรวง หรือองค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกลั่นกรองและให้ความเห็นชอบก่อนเสนอ คปร. พิจารณา และหาก คปร. ให้ความเห็นชอบอนุมัติจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่ส่วนราชการก็ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่และให้ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. (สำนักงาน ก.พ.) แจ้งผลการพิจารณาให้ส่วนราชการทราบและดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่กรณีรองรับภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจ</u> โครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งส่วนราชการระดับกระทรวงหรือระดับกรมหรือจังหวัดขึ้นใหม่ โดยกำหนดรายละเอียดของแนวทางการจัดสรรให้ชัดเจนว่าจะให้ส่วนราชการพิจารณาจากแหล่งใด อย่างไร ดังนี้<br />
			(1) หากเป็นการตัดโอนภารกิจจากส่วนราชการที่มีอยู่เดิมมาจัดตั้งเป็นส่วนราชการใหม่ ให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาตัดโอนหรือเกลี่ยอัตรากำลังในภารกิจที่เกี่ยวข้อง หรืออัตราว่างที่มีอยู่ของส่วนราชการที่ตัดโอนภารกิจและอัตราว่างของส่วนราชการที่มีอยู่ในกระทรวงให้กับส่วนราชการตั้งใหม่ในระยะแรกก่อน<br />
			(2) หากส่วนราชการตั้งใหม่ยังจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มใหม่อาจเสนอ คพร. พิจารณาจัดสรรอัตรากำลังเป็นพนักงานราชการเพื่อปฏิบัติภารกิจไประยะหนึ่งก่อน (1-2 ปี) จากนั้น ให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ประเมินความคุ้มค่าของการใช้อัตรากำลังตั้งใหม่เพื่อกำหนดรูปแบบการจ้างงานให้เหมาะสมสอดคล้องกับภารกิจงาน<br />
			- <u>เพิ่มกลไกการพิจารณาการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่</u> โดยเพิ่มคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ประกอบด้วย สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ สศช. กรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นต่อข้อเสนอการขอรับการจัดสรรอัตรากำลังตั้งใหม่เพื่อประกอบการพิจารณาของ คปร. เพื่อควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการและงบประมาณด้านบุคคลของประเทศในระยะยาว</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>การรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้ คปร. ทราบทุกปีงบประมาณ</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐมีการเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนภาครัฐทุกประเภทและรายงานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> _______________<br />
<sup>1</sup> สำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหาร และหน่วยงานของรัฐ หมายถึง รัฐสภา ตุลาการ อัยการ ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่มีและไม่มีองค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลของตนเอง<br />
<sup>2</sup> ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ประกอบด้วย สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง<br />
<sup>3</sup> เป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมตรา 38 ค. (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งหมายถึงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดหรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />
<sup>4</sup> กลุ่มสถานศึกษา หมายถึง สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนสอนแบบรวมสถานศึกษาตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ตามประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยกลุ่มสถานศึกษาถือเป็นเพียงหนึ่งสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้ ก.ค.ศ. จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้สอนคืนให้กับกลุ่มสถานศึกษาตามเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อบริหารอัตรากำลังตามความจำเป็น </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่)]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181001</link>
<guid isPermaLink="false">9b54ded41392a2d4730800bb03cdd566</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่) (โครงการฯ) ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:601px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>โครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ </strong><br />
			<strong>(ปรับปรุงใหม่)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่</strong><br />
			<strong>20 ธันวาคม 2565</strong></span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>กค. เสนอขอทบทวนในครั้งนี้</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1. คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ เป็นผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อตามโครงการฯ หรือได้รับสินเชื่อตามโครงการฯ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้วไม่เกิน 5 ปี (เพื่อให้ความช่วยเหลือ<u>เป็นไปอย่างทั่วถึง</u>)</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><u>ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ขอรับสินเชื่อ</u> โดยขยายความช่วยเหลือให้ผู้ที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการมาเกิน 5 ปี สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ (เพื่อช่วยเหลือ<u>ลูกหนี้รายเดิมที่เคยได้รับสินเชื่อมาแล้วเกิน 5 ปี</u>)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">2. วงเงินโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 25,000 ล้านบาท</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><u>ปรับปรุงวงเงินโครงการ</u> โดยแบ่งเป็น<br />
			(1) <u>วงเงิน </u><u>20,000 ล้านบาท</u> สำหรับผู้ที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ (ลูกหนี้รายเดิม) ที่สิ้นสุดระยะเวลาไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 และมีความประสงค์ขอรับสินเชื่อตามโครงการฯ เพื่อเสริมสภาพคล่องและแบ่งเบาภาระในช่วงระหว่างวางแผนบริหารจัดการทางการเงินในการชำระคืนสินเชื่อ<br />
			(2) <u>วงเงิน </u><u>5,000 ล้านบาท</u> สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ มาก่อน (<u>ลูกหนี้รายใหม่</u>)<br />
			ทั้งนี้ ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ความสำคัญกับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อมาก่อนเป็นลำดับแรก และเพื่อให้การจัดสรรวงเงินโครงการฯ มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้ประกอบการ ภายหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) สามารถบริหารจัดการวงเงินโครงการฯ ได้ตามความเหมาะสม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:601px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>หมายเหตุ :</strong> มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เป็นการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 (เรื่อง มาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งในครั้งนั้นไม่ได้กำหนดวงเงินกู้ต่อรายแต่กำหนดระยะเวลาให้สินเชื่อแต่ละรายไม่เกิน 5 ปี (ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2565)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">3. วงเงินกู้สูงสุดต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ จะถูกจัดสรรหมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนและ ธ.ออมสิน เบิกจ่ายสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2566</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1. ปรับวงเงินกู้ต่อรายและขยายระยะชำระเงินกู้ ดังนี้<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) <u>ผู้ประกอบการที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ (ลูกหนี้รายเดิม</u>)<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กรณีผู้ที่เคยได้รับวงเงิน<u>กู้เกิน</u> 20 ล้านบาท กู้ได้สูงสุดไม่เกินวงเงินที่เคยได้รับโดยต้องชำระเงินกู้ให้คงเหลือไม่เกิน 50 ล้านบาท (กรณีเป็นลูกหนี้รายเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อาจมีวงเงินกู้เงิน 20 ล้านบาท เนื่องจากในครั้งนั้นไม่ได้กำหนดวงเงินกู้ต่อราย) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และชำระเงินกู้ให้คงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หลังจากนั้นต้องชำระเงินกู้ส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กรณีผู้ที่เคยได้รับวงเงินกู้<u>ไม่เกิน</u> 20 ล้านบาท กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) <u>ผู้ประกอบการรายใหม่ (ลูกหนี้รายใหม่)</u> ให้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกับผู้ประกอบการจัดทำแผนการชำระหนี้และกำหนดหลักเกณฑ์การชำระคืนสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถชำระคืนสินเชื่อให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			2. ขยายระยะเวลาเบิกจ่ายสินเชื่อของ ธ.ออมสิน เดิม <u>จากเดิม </u>30 มิถุนายน 2566 <u>เป็น</u> 31 ธันวาคม 2567</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">4. เงื่อนไขอื่น ๆ</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">(1) ธ.ออมสิน กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการในการให้สินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการจัดทำข้อมูลรายละเอียดและวัตถุประสงค์การใช้วงเงินสินเชื่อของลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์ตามที่ ธ.ออมสิน กำหนด เพื่อประกอบการเบิกจ่ายสินเชื่อกับ ธ.ออมสิน<br />
			(2) สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องสอบทานกระบวนการอนุมัติสินเชื่อและสุ่มสอบทานสินเชื่อรายลูกหนี้ในโครงการฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ พร้อมทั้งจัดทำรายงานสรุปผลการสอบทานดังกล่าวเป็นการเฉพาะแยกจากธุรกรรมสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เป็นประจำทุกไตรมาส และรวบรวมรายงานดังกล่าวไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบทานสินเชื่อสำหรับการเข้าตรวจสอบสถาบันการเงินประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> ทั้งนี้ ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดย กค. แจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เนื่องจากไม่ได้ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยยังอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณชดเชยเดิม รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้เคยให้ความเห็นชอบไว้ (มติคณะรัฐมน</span></span>ตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565)<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[การปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทนของผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180998</link>
<guid isPermaLink="false">0b9c45a6894382e34ba59327c9665174</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ในส่วนที่กำหนดหลักการให้ปรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เกินร้อยละ 20 สำหรับการออกร่างระเบียบในเรื่องนี้ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ มท. เสนอว่า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. สมาคมองค์กรบริหารท้องถิ่นประเทศไทยได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้มีการปรับเพิ่มอัตราเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้เกิดความเสมอภาค และความเท่าเทียมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของผู้บริหาร และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ไม่ได้มีการปรับเงินค่าตอบแทนแต่อย่างใดจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 11 ปี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ในการดำเนินการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ผลกระทบ และฐานะการเงินการคลังขององค์การบริหารส่วนตำบล ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงได้ยกร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้น โดยยกเลิกบัญชีอัตราค่าตอบแทนท้ายระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2554 และจัดทำบัญชีใหม่โดยปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลให้มีอัตราเดียวกับบัญชีเงินเดือนและค่าตอบแทนของเทศบาล ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินเดือน เงินค่าตอบแทน และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล รองประธานสภาเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล เลขานุการนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี และการจ่ายค่าเบี้ยประชุมกรรมการสภาเทศบาล พ.ศ. 2554 เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียม โดยให้จ่ายค่าตอบแทนตามบัญชีอัตราค่าตอบแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. การปรับเงินค่าตอบแทนตามร่างระเบียบฯ จะใช้งบประมาณจากรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนฯ เพื่อปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทน ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งปรากฏผลสรุปว่า ร้อยละ 92.20 เห็นด้วยกับการให้มีการปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในครั้งนี้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบในหลักการแก้ไขเพิ่มเติมร่างระเบียบฯ ตามข้อ 3.<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญของร่างระเบียบ </strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นการปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทนของผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยยกเลิกบัญชีอัตราค่าตอบแทนท้ายระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2554 และให้ใช้บัญชีอัตราค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ท้ายร่างระเบียบนี้แทน โดยให้จ่ายค่าตอบแทนตามบัญชีอัตราค่าตอบแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
(หมายเหตุ : เงินค่าตอบแทนที่ปรับเพิ่มในครั้งนี้มีอัตราเดียวกับบัญชีเงินเดือนและค่าตอบแทนของเทศบาล)<br />
&nbsp;<br />
<strong>บัญชีอัตราเงินค่าตอบแทน</strong><br />
<strong>นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td rowspan="2" style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล (ล้านบาท)</strong></span></span></td>
			<td colspan="4" style="width:481px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>นายกองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนรายเดือน (บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนพิเศษ </strong><br />
			<strong>(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รวม </strong><br />
			<strong>(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">เกิน 300<br />
			เกิน 100 - 300<br />
			เกิน 50 - 100<br />
			เกิน 25 - 50<br />
			เกิน 10 - 25<br />
			ไม่เกิน 10</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">55,530<br />
			45,000<br />
			30,000<br />
			28,800<br />
			27,600<br />
			19,800</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">10,000<br />
			9,000<br />
			8,000<br />
			6,000<br />
			4,000<br />
			3,000</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">10,000<br />
			9,000<br />
			8,000<br />
			6,000<br />
			4,000<br />
			3,000</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">75,530<br />
			63,000<br />
			46,000<br />
			40,800<br />
			35,600<br />
			25,800</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td rowspan="2" style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล (ล้านบาท)</strong></span></span></td>
			<td colspan="4" style="width:481px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนรายเดือน (บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนพิเศษ </strong><br />
			<strong>(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รวม </strong><br />
			<strong>(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">เกิน 300<br />
			เกิน 100 - 300<br />
			เกิน 50 - 100<br />
			เกิน 25 - 50<br />
			เกิน 10 - 25<br />
			ไม่เกิน 10</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">30,540<br />
			24,720<br />
			16,500<br />
			15,840<br />
			15,180<br />
			10,880</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">7,500<br />
			6,750<br />
			6,000<br />
			4,500<br />
			3,000<br />
			2,300</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">7,500<br />
			6,750<br />
			6,000<br />
			4,500<br />
			3,000<br />
			2,300</span></span></td>
			<td style="width:120px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">45,540<br />
			38,220<br />
			28,500<br />
			24,840<br />
			21,180<br />
			15,480</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td rowspan="2" style="width:160px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล (ล้านบาท)</strong></span></span></td>
			<td colspan="5" style="width:441px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เงินค่าตอบแทนรายเดือน</strong><br />
			<strong>(บาท/เดือน)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
			<td style="width:113px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>เลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:160px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">เกิน 300<br />
			เกิน 100 - 300<br />
			เกิน 50 - 100<br />
			เกิน 25 - 50<br />
			เกิน 10 - 25<br />
			ไม่เกิน 10</span></span></td>
			<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">30,540<br />
			24,720<br />
			16,500<br />
			15,840<br />
			15,180<br />
			10,880</span></span></td>
			<td style="width:113px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">24,990<br />
			20,250<br />
			13,500<br />
			12,960<br />
			12,420<br />
			8,900</span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">19,440<br />
			15,750<br />
			10,500<br />
			10,080<br />
			9,660<br />
			7,080</span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">19,440<br />
			15,750<br />
			10,500<br />
			10,080<br />
			9,660<br />
			7,080</span></span></td>
			<td style="width:90px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">19,440<br />
			15,750<br />
			10,500<br />
			10,080<br />
			9,660<br />
			7,080</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp; </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. ....]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180996</link>
<guid isPermaLink="false">44328ac49ace79545e2afee05b079133</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color:#800080;"><span style="font-size:36px;">&nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงคมนาคมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. สืบเนื่องจากปัจจุบันอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมมีลักษณะของอาคารที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีการนำอาคารประเภทอื่นมาให้บริการที่พักแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นรายวัน (ที่พักรายวัน) [ช่น อาคารลักษณะห้องแถว ตึกแถว โฮมสเตย์] ซึ่งลักษณะ และโครงสร้างของอาคารไม่สอดคล้องกับอาคารที่จะนำมาประกอบธุรกิจโรงแรมตามที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารกำหนด ซึ่งทำให้ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตให้ใช้อาคารเป็นโรงแรมเพื่อจะขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมได้ มท. จึงได้มีกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารประเภทอื่นที่จะขอใบรับรองการดัดแปลงอาคารหรือใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมได้ โดยมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำอาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรม (เช่น ระยะดิ่งของอาคาร ระยะระหว่างของอาคาร ที่จอดรถยนต์ ระบบความปลอดภัย) และกำหนดให้กฎกระทรวงมีอายุการบังคับใช้ 8 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 18 สิงหาคม 2567<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ผู้ประกอบการแจ้งว่า เนื่องจากกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะสิ้นสุดลงในวันที่ 18 สิงหาคม 2567 ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารยังไม่สามารถแก้ไขดัดแปลงอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ทัน ประกอบกับประสบปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินการตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าวได้ เช่น ความกว้างของบันได ช่องทางเดินในอาคาร ระยะระหว่างอาคาร เนื่องด้วยลักษณะของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วและนำมาให้บริการเป็นที่พักรายวันเป็นอาคารขนาดเล็ก จึงทำให้ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตให้ใช้อาคารเป็นโรงแรม เพื่อเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องตามกฎหมายได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. มท. พิจารณาแล้ว สมควรขยายระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงฯ และระยะเวลาที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารจะต้องได้รับใบรับรองการดัดแปลงหรือใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมภายใน 9 ปี (เดิม 8 ปี) และแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำอาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมได้ รวมทั้งกำหนดเพิ่มเติมเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้พัก มท. จึงเสนอร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. ร่างกฎกระทรวงนี้มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ขยายระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงฯ และระยะเวลาที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารจะต้องได้รับใบรับรองการดัดแปลงหรือใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมภายใน 9 ปี (เดิม 8 ปี) [สิ้นสุดลงในวันที่ 18 สิงหาคม 2568]<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) กำหนดยกเว้นข้อกำหนดบางเรื่องที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารไม่ต้องปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ ที่ว่างของอาคาร ช่องทางเดินในอาคาร ความกว้างของบันได แนวอาคาร ระยะดิ่งของอาคาร ระยะหรือระดับระหว่างอาคารกับอาคารหรือเขตที่ดินของผู้อื่น หรือระหว่างอาคารกับถนน ตรอก ซอยทางเท้า ทางหรือที่สาธารณะ และที่จอดรถยนต์ เพื่อแก้ไขข้อติดขัดต่าง ๆ ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) เพิ่มเติมให้อาคารที่ให้บริการห้องพักรายวัน และประสงค์จะเปลี่ยนการใช้เป็นโรงแรม ต้องมีเอกสารหลักฐานดังนี้ 1) สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข 2) หลักฐานการเสียภาษีห้องพักให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) หลักฐานการเสียภาษีให้แก่สรรพากร 4) หลักฐานการประชาสัมพันธ์หรือการลงโฆษณาทางเว็บไซต์หรือสื่อต่างๆ 5) และหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งกำหนดเพิ่มเติมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องตรวจพิจารณาอาคารเมื่อได้รับคำขอ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3.1) อาคารต้องไม่มีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญ หรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3.2) อาคารต้องไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ไม่ขัดต่อมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และไม่ขัดต่อข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3.3) ต้องมีวิศวกรประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารว่าสามารถใช้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมได้ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะยื่นขออนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3.4) อาคารต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือหรือเครื่องดับเพลิงยกหิ้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ มท. ได้นำร่างกฎกระทรวงนี้ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบของผู้เกี่ยวข้องด้วยแล้ว โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180993</link>
<guid isPermaLink="false">351a223be0bcfe61457a7c6256f2684c</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size:36px;"><span style="color:#0000ff;">คณะรัฐมนตรีมีมติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้พิจารณาประเด็นตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรับความเห็นของกระทรวงกลาโหมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงกลาโหม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 โดยกำหนดให้บุคคลที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน โดยมิชอบด้วยกฎหมายนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมาขอรับอนุญาตเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด (180 วัน นับแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ) โดยไม่ต้องรับโทษ โดยหากอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าวมีมาตรฐานที่ตรงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดประกอบกับผู้ประสงค์ที่จะนำอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าวมาขอรับใบอนุญาตไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย นายทะเบียนก็สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ แต่หากอาวุธปืนเถื่อนที่จะนำมาขอรับใบอนุญาตดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ประสงค์จะนำอาวุธปืนเถื่อนมาขึ้นทะเบียนมีคุณสมบัติต้องห้ามที่กฎหมายกำหนด<sup>1</sup> ห้ามนายทะเบียนออกใบอนุญาตให้และนายทะเบียนจะยึดอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าวไว้โดยไม่ต้องชดใช้ราคา เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลนำอาวุธปืนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายนำอาวุธปืนมาขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด อันเป็นการควบคุมจำกัดและหามาตรการในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอาวุธปืนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในความครอบครองของประชาชน และกำหนดให้บุคคลที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองหรือจำหน่าย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการทำลายสูงเป็นอันตรายต่อประชาชน ก็ให้ผู้ที่มีอาวุธปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองนำเอาอาวุธปืนนั้นมามอบให้แก่หน่วยทหารที่ใกล้ที่สุดภายในเวลาที่กำหนด (180 วัน นับแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ) โดยไม่ต้องรับโทษ โดยทางราชการไม่จำต้องชดใช้ราคาและให้ตกเป็นของแผ่นดิน และกำหนดให้นายทะเบียนท้องที่มีอำนาจในการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่นำมาดำเนินการทางทะเบียน โดยจัดทำรายละเอียด เช่น การนำมาทำเครื่องหมายทะเบียน การโอน การแจ้งย้ายไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลหัวกระสุนและปลอกกระสุน และให้อำนาจนายทะเบียนท้องที่เรียกผู้ที่ได้รับใบอนุญาตอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาเพื่อจัดเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนดังกล่าวได้ เพื่อจัดเก็บอัตลักษณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืน อันจะส่งผลให้ปริมาณอาวุธปืนที่ไม่ถูกกฎหมายลดน้อยลง สามารถควบคุมตรวจสอบ กำกับและติดตาม การมีและใช้อาวุธปืนเหล่านี้ได้ ตลอดจนป้องกันการนำอาวุธปืนไปใช้ก่ออาชญากรรม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2562) เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยจะมีการออกประกาศกระทรวงจำนวน 1 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่นายทะเบียนท้องที่ต้องจัดเก็บข้อมูลไว้ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้องทางทะเบียน การตรวจสอบอาวุธปืนที่ใช้ในการก่ออาชญากรรม และประโยชน์ในทางราชการอื่น ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ </strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มีสาระสำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ให้บุคคลที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน โดยมิชอบด้วยกฎหมายนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมาขอรับอนุญาตเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด (180 วัน นับแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ) โดยไม่ต้องรับโทษ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ให้บุคคลที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองหรือจำหน่าย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการทำลายสูงเป็นอันตรายต่อประชาชน ก็ให้ผู้ที่มีอาวุธปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองนำเอาอาวุธปืนนั้นมามอบให้แก่หน่วยทหารที่ใกล้ที่สุดภายในเวลาที่กำหนด (180 วัน นับแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ) โดยไม่ต้องรับโทษ โดยทางราชการไม่จำต้องชดใช้ราคาและให้ตกเป็นของแผ่นดิน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้นายทะเบียนท้องที่มีอำนาจในการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่นำมาดำเนินการทางทะเบียน เช่น การนำมาทำเครื่องหมายทะเบียน การโอนการแจ้งย้ายไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งอาวุธปืนที่นำมาขึ้นทะเบียนเพื่อขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องทางทะเบียนอาวุธปืน การตรวจสอบหาอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุอาชญากรรมหรื่อเพื่อประโยชน์อื่นใดในทางราชการ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียนท้องที่ไม่นำอาวุธปืนมาจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนหรือตรวจสอบความถูกต้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
____________________<br />
<sup>1</sup> มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 กำหนดให้ ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตให้แก่บุคคลที่มีคุณสมบัติ เช่น บุคคลซึ่งต้องโทษจำคุกสำหรับความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และดอกไม้เพลิง พุทธศักราช 2477 บุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง บุคคลซึ่งมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันอาจกระทบกระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประช</span><span style="color:#0000ff;">าชน</span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์) ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180991</link>
<guid isPermaLink="false">018d4d10b28c71a63a30d55e85450d41</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="color:#0000ff;"><span style="font-size:48px;">คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (15 กุมภาพันธ์ 2565) เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยให้สิทธิประโยชน์เป็นเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศที่ผลิตและประกอบรถยนต์ และรถกระบะประเภทแบตเตอรี่ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle : BEV) และรถจักรยานยนต์ (BEV) ในปี 2565 &ndash; 2568 ต่อมา กค. ได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 21 มีนาคม 2565 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. รถยนต์ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท รัฐจะให้สิทธิประโยชน์เป็นเงินอุดหนุน คันละ 70,000 บาท สำหรับรถยนต์ที่ใช้ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง แต่ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และให้เงินอุดหนุน คันละ 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ที่ใช้ขนาดแบตเตอรี่ 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยมีเงื่อนไขว่าภายในปี 2567 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องผลิตรถยนต์รุ่นใดก็ได้ เพื่อชดเชยเท่ากับจำนวนรถยนต์แบบแบตเตอรี่ไฟฟ้าซึ่งมีการนำเข้ามาในประเทศแบบสำเร็จรูปทั้งคัน (Completely Built Up : CBU)<sup>1</sup><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. รถกระบะที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท รัฐจะให้สิทธิประโยชน์เป็นเงินอุดหนุน คันละ 150,000 บาท สำหรับรถยนต์กระบะ BEV ที่ใช้ขนาดแบตเตอรี่ขนาดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ที่ผลิตภายในประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. รถจักรยานยนต์ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท รัฐจะให้สิทธิประโยชน์เป็นเงินอุดหนุน คันละ 18,000 บาท ทั้งรถที่ผลิตในประเทศแบบ (Completely Knocked Down : CKD)<sup>2 </sup>และรถแบบ CBU โดยมีเงื่อนไขว่าภายในปี 2567 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นใดก็ได้ เพื่อชดเชยเท่ากับจำนวนรถที่นำเข้ามาในประเทศแบบสำเร็จรูปทั้งคัน<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ขอรับสิทธิเงินอุดหนุนตามมาตรการดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติ เช่น เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร เขตประกอบการเสรี เป็นผู้นำเข้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 21 มีนาคม 2565<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. กค. (กรมสรรพากร) จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการกำหนดให้เงินอุดหนุนที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับจากรัฐตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ <u>เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น</u> (การคำนวณกำไรสุทธิตามรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 ของประมวลรัษฎากร คือ 12 เดือนตามปีปฏิทิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริษัทจะกำหนดรอบระยะเวลาบัญชีของตนเอง แต่จะต้องเป็น 12 เดือนโดยจะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้) โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น (เสียภาษีย้อนหลัง) มาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้ราคาของรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV) ลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาถูกลง ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุน และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้นในอนาคต&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. กค. ได้รายงานประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยรายงานว่า มาตรการนี้ไม่อยู่ในประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ แต่ได้ประมาณการจากการจ่ายเงินอุดหนุนตามมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 &ndash; 2568 จำนวน 43,000 ล้านบาท <u>คิดเป็นรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะสูญเสียประมาณ 8,600 ล้านบาท</u> แต่จะเป็นการสนับสนุนให้มีความต้องการการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและทำให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะทำให้มีการจ้างงานและการพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา </strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น ทั้งนี้ เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. ....]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180990</link>
<guid isPermaLink="false">1b8c4ade4a8b9507497e2ef3f69e87fa</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size:36px;">คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เป็นการถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันราษฎรได้เลิกใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงนี้ทั้งแปลงแล้ว เพื่อมอบหมายให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้เป็นที่ตั้งที่ทำการศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย (จังหวัดมหาสาคาม) พร้อมที่พักและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ </span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/180989</link>
<guid isPermaLink="false">44b1dec3a98cf719bd33274dbe14b7e1</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size:36px;">คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา </strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา &nbsp;ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดปริญญาในสาขาวิชา และอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาของสาขาวิชาการจัดการ สาขาวิชาอุตสาหกรรมศาสตร์ และเพิ่มระดับชั้นปริญญาโทในสาขาวิชาเทคโนโลยี รวมทั้งกำหนดสีประจำสาขาวิชาการจัดการ และสาขาวิชาอุตสาหกรรมศาสตร์ ซึ่งสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว </span></p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
