<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[มติคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2073</link>
<atom:link href="https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2073" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[มติคณะรัฐมนตรีที่เป็นหลักการ]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506518</link>
<guid isPermaLink="false">d7128efc486ff5966d8f6832af3bc8fe</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506516</link>
<guid isPermaLink="false">7de74cedd9a881ae019c9971154efc7d</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รายงานผลการดำเนินโครงการจิตอาสาพระราชทาน]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506515</link>
<guid isPermaLink="false">b7d899fe2ef6222d0e7cb31859cfcdfa</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506514</link>
<guid isPermaLink="false">e6c21329d216ccf58fd84217aa40880b</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรณีการเกิดอุบัติเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถโดยสารประจำทาง]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506511</link>
<guid isPermaLink="false">1051d05629472641cbd2ce253569d970</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/506510</link>
<guid isPermaLink="false">e46b08b15d7f5f690eb02b9390bb8e0c</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปมติการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2566]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181010</link>
<guid isPermaLink="false">80973c27428a7f466202e59b47d8d400</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; <span style="color:#800080;"><span style="font-size:36px;">คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอสรุปมติการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายกีรติ รัชโน) ทำหน้าที่ประธาน สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. เห็นชอบ<strong>หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงว่าด้วยการเกษตรภายใต้องค์การค้าโลก </strong>(World Trade Organization: WTO) <strong>สำหรับสินค้ามะพร้าวและมะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมะพร้าวและแฟรกชันของน้ำมันมะพร้าว (น้ำมันมะพร้าวฯ) สำหรับปี </strong><strong>2566-2568</strong>&nbsp;<br />
<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. การบริหารปริมาณการนำเข้ามะพร้าวผล พิกัดอัตราศุลกากร 0801.12.00 พิกัดฯ 0801.19.10 และพิกัดฯ </strong><strong>0801.19.90</strong><strong> ตามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (</strong><strong>ASEAN Free Trade Area: AFTA) ปี 2566 ในช่วงแรก (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566) </strong>โดยผู้ประกอบการ/ผู้นำเข้าจะชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลพิกัดฯ ดังกล่าวในช่วงแรก (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566) ออกไปก่อน และได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ/ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลภายใต้กรอบความตกลง WTO กะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งออกไปก่อนด้วย จนกว่าราคามะพร้าวผลภายในประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติ </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181004</link>
<guid isPermaLink="false">9d4f8fb078a44ff960acfcf8642ffddd</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> คณะรัฐมนตรีรับทราบพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติแทนคณะรัฐมนตรี ในการตราร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระราชกฤษฎีกา ประกอบด้วย 5 มาตรา มีสาระสำคัญให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570)]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181003</link>
<guid isPermaLink="false">a997641b92102d55e7e1dea7aefa4c8d</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. เห็นชอบข้อเสนอมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) และรับทราบผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ (เมื่อสิ้นสุดมาตรการ) ตามมติ คปร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ให้องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐ<sup>1</sup> นำหลักการและแนวทางของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐฯ ไปปรับใช้เพื่อให้การกำกับดูแล การควบคุมขนาดกำลังคนและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร.<sup>2</sup> และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันกำหนดรูปแบบและแนวทางในการเชื่อมโยงและบูรณาการการจัดทำฐานข้อมูลด้านกำลังคนภาครัฐและงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เพื่อให้ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนภาครัฐทุกประเภท และรายงานข้อมูลดังกล่าวให้ คปร. ทราบ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ ทบทวน หรือจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านกำลังคนและงบประมาณต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สาระสำคัญ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มีนาคม 2562) เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(พ.ศ. 2562-2565) ตามมติ คปร. (15 กุมภาพันธ์ 2562) ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) มาตรการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐเชิงกลยุทธ์และ (2) มาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางการนำมาตรการบริหารจัดการกำลังภาครัฐไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงให้ คปร. รายงานผลการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ตลอดจนปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการตามมาตรการฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 มิถุนายน 2565) รับทราบรายงานสรุปภาพรวมการบริหารกำลังคนของส่วนราชการในฝ่ายพลเรือนและแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเห็นชอบข้อเสนอแนะเพื่อให้การบริหารอัตรากำลังของภาคราชการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามที่สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. เสนอ ซึ่งรวมถึงให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนนำแนวทางการบริหารอัตรากำลังของ คปร. ไปปรับใช้อย่างจริงจังเพื่อให้การกำกับดูแลการควบคุมขนาดกำลังคนและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคคลของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ได้จัดประชุมหารือระหว่างผู้แทนหน่วยงานกลางและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดทำมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในระยะต่อไปซึ่งมีการวิเคราะห์ครอบคลุมข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกำลังคนของส่วนราชการ พบว่า ส่วนราชการหลายแห่งอาจยังไม่ตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น และสัดส่วนคำของบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนราชการเพิ่มขึ้น แต่มิได้ถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนกำลังคนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ อีกทั้งส่วนราชการหลายแห่งมีคำขอรับการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และไม่ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐอย่างเคร่งครัดเท่าที่ควร ดังนั้น &nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนในการตรึงอัตรากำลังคนภาครัฐทุกประเภทไว้ระยะหนึ่ง เพื่อควบคุมกำลังคนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของประเทศควบคู่ไปกับการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐให้มีความเหมาะสม ซึ่ง คปร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 มีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) และรับทราบผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ และให้เสนอประธาน คปร. และเสนอคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1 ผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2562-2565) พร้อมปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ (เมื่อสิ้นสุดมาตรการ) สรุปได้ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1.1 ผลการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการและลูกจ้างประจำ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566) สรุปได้ ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการพลเรือนสามัญ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญ รวม 26,781 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมทันที จำนวน 19,121 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 71.40 (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 2,439 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.10 และ (3) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมหรือเกลี่ยให้ส่วนราชการอื่นในสังกัดกระทรวง จำนวน 5,221 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 19.50</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 69,134 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการ จำนวน 69,019 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 99.83 และ (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 115 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.60 จากจำนวนผลการเกษียณอายุของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในหน่วยงานการศึกษา สังกัด ศธ. จำนวน 1,183 อัตรา</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการตำรวจ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ รวม 17,696 อัตรา โดยเป็นชั้นสัญญาบัตร จำนวน 3,854 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 21.78 และชั้นประทวน จำนวน 13,842 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 78.22 โดยจัดสรรอัตราคืนให้ส่วนราชการทั้งหมด</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ลูกจ้างประจำ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุหรือว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของลูกจ้างประจำ รวม 22,794 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราที่ต้องยุบเลิกทั้งหมด</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1.2 ผลการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่และการบริหารอัตราข้าราชการตั้งใหม่ โดยในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2565 คปร. ได้พิจารณาอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการ จำนวน 27 ส่วนราชการ รวม 60,921 อัตรา (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566) ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคโดยส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการสรรหา บรรจุและแต่งตั้งอัตราข้าราชการตั้งใหม่ที่ได้รับจัดสรรให้แล้วเสร็จโดยเร็วหรือภายในระยะเวลา 1 ปี ตามแผนการสรรหาภายในกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่นำเสนอต่อ คปร. โดยมีสาเหตุอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.2 &nbsp;มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) (มาตรการที่เสนอในครั้งนี้) มีหลักการมุ่งเน้นการบริหารกำลังคนให้สมดุลกับบทบาทภารกิจของภาครัฐ ควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังภาครัฐให้มีขนาดที่เหมาะสม พัฒนาบุคลากรภาครัฐทุกประเภทให้มีความรู้ความสามารถสูง มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดให้นำมาตรการดังกล่าวมาใช่ในการบริหารกำลังคนภาครัฐที่ครอบคลุมส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับของฝ่ายบริหารที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเภทงบบุคลากร ได้แก่ 1) ข้าราชการ (ไม่รวมข้าราชการทหาร) 2) พนักงานราชการ 3) ลูกจ้างประจำ และ 4) ลูกจ้างชั่วคราว มีผลบังคับใช้ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) หรือจนกว่าจะมีมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน อย่างไรก็ดี มาตรการที่เสนอในครั้งนี้ (ฉบับใหม่) มีสาระสำคัญแตกต่างไปจากมาตรการฉบับเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มีนาคม 2562) เห็นชอบไว้ สรุปได้ ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ </strong><br />
			<strong>(พ.ศ. 2562-2565) (มาตรการฉบับเดิม)</strong></span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) </strong><br />
			<strong>(มาตรการที่เสนอในครั้งนี้)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ระยะเวลาการดำเนินการ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">4 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน</span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ปรับเป็น 5 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับ เพื่อให้การบริหารกำลังคนภาครัฐสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>องค์ประกอบของมาตรการ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:340px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐเชิงกลยุทธ์ และ (2) มาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ โดยมุ่งเน้นให้ส่วนราชการมีกำลังคนทั้งประเภทและจำนวนให้เหมาะสมสอดคล้องกับการขับเคลื่อนบทบาทภารกิจและโครงสร้างของส่วนราชการ สามารถบริหารกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า</span></span></td>
			<td style="width:300px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ประกอบด้วย 2 มาตรการ ลักษณะเดียวกับมาตรการฉบับเดิม แต่จะมุ่งเน้นการควบคุมขนาดกำลังคนและงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> &nbsp;</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการฉบับเดิม</strong></span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>มาตรการที่เสนอในครั้งนี้</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ คปร. กำหนดตามมาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>1. กรณีการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการพลเรือนสามัญ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งประเภทบริหารและประเภทอำนวยการ ให้จัดสรรอัตราข้าราชการที่ว่างจากผลการเกษียณอายุคืนส่วนราชการเดิมทั้งหมด (ร้อยละ 100)<br />
			2) ตำแหน่งประเภทวิชาการและตำแหน่งประเภททั่วไปให้จัดสรรตามขนาดของส่วนราชการ ดังนี้</span></span>
			<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
				<tbody>
					<tr>
						<td colspan="4" style="width:305px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ขนาดส่วนราชการ</strong></span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คืนทันที</strong></span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น</strong></span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>อ.ก.พ. กระทรวงจัดสรร</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td colspan="4" style="width:305px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>1. ส่วนราชการขนาดเล็ก</strong></span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- มีข้าราชการไม่เกิน 300 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 100</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- มีข้าราชการ 301-1,000 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 95</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 5</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">-</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">2. ส่วนราชการขนาดกลาง ที่มีข้าราชการ 1,001-5,000 อัตรา</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 70</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 10</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 20</span></span></td>
					</tr>
					<tr>
						<td style="width:105px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">3. ส่วนราชการขนาดใหญ่ที่มีข้าราชการ 5,001 อัตราขึ้นไป</span></span></td>
						<td style="width:57px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 60</span></span></td>
						<td style="width:81px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 15</span></span></td>
						<td style="width:62px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ร้อยละ 25</span></span></td>
					</tr>
				</tbody>
			</table>
			<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> ทั้งนี้ ส่วนราชการสามารถแจ้งอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุในปีงบประมาณนั้น ๆ หรือนำอัตราว่างอื่นที่เห็นสมควรยุบเลิกแทนอัตราเกษียณอายุได้ตามความจำเป็น แต่จะต้องไม่นำตำแหน่งที่ คปร. หรือ อ.ก.พ. กระทรวงกำหนดเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งไว้เป็นการเฉพาะมายุบเลิก</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราว่าง</u>จากผลการเกษียณอายุ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่<br />
			(1) ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2567 ให้ตรึงอัตรากำลัง ไม่เพิ่มกรอบอัตรากำลังตั้งใหม่ในภาพรวมโดยชะลอการทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุด้วยกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ส่วนราชการมีระยะเวลาในการทบทวนบทบาทภารกิจและ จัดอัตรากำลังแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับภารกิจและลักษณะงาน<br />
			(2) ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2570<br />
			จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการตามขนาดของส่วนราชการซึ่งเป็นไปตามมาตรการฉบับเดิม<br />
			- <u>เพิ่มเงื่อนไขการบริหารอัตรากำลังข้างต้น</u> โดยไม่ควรมีตำแหน่งข้าราชการว่างเกินร้อยละ 5<br />
			ของกรอบอัตราข้าราชการทั้งหมดและไม่ควรมีตำแหน่งว่างติดต่อกันเกิน 1 ปี ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. จะติดตามและรายงานต่อ คปร. พิจารณานำตำแหน่งว่าง<br />
			มาจัดสรรให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนร่าชการที่มีความจำเป็นต่อไป</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งที่เห็นควรจัดสรรคืนทั้งหมด เช่น (1) ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา และ (2) ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ซึ่งไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท. หรือไม่อยู่ในแผนการควบรวมสถานศึกษา<br />
			2) ตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. พิจารณาจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี เช่น (1) ตำแหน่งสำหรับบรรจุนักเรียนทุนรัฐบาล (2) ตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป และไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท. (3) ตำแหน่งในวิทยาลัยสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (4) ตำแหน่งในสถาบันวิทยาลัยชุมชน (5) ตำแหน่งในสังกัดสถาบันพลศึกษา และ (6) ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2)<sup>3</sup> ในหน่วยงานการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งนี้ สำหรับตำแหน่งในวิทยาลัยสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตำแหน่งในสถาบันวิทยาลัยชุมชน และตำแหน่งในสังกัดสถาบันพลศึกษา ให้ดำเนินการเป็นไปตามข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ก.ค.ศ. มิได้มีอำนาจในการพิจารณา</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ขยายเงื่อนไขเฉพาะกรณีให้ครอบคลุมตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในกลุ่มสถานศึกษา<sup>4</sup></u> ที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา โดยปรับเป็นตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือกลุ่มสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ในพื้นที่ปกติและไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท.<br />
			- <u>เพิ่มมาตรการในการจัดสรร</u>ตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี โดยให้ ก.ค.ศ. พิจารณานำตำแหน่งที่มีอัตรากำลังครูผู้สอนเกินเกณฑ์อัตรากำลังของ ก.ค.ศ. มากำหนดเป็นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียน 61-119 คน ที่จำเป็นต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาในระหว่างดำเนินการตามแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก<br />
			- <u>ปรับวิธีการจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณีสำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2)</u> เฉพาะตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการและตำแหน่งประเภททั่วไป โดยกำหนดแนวทางการจัดสรรเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>ข้าราชการตำรวจ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้<br />
			1) ตำแหน่งในภารกิจด้านการถวายความปลอดภัย<br />
			2) ตำแหน่งในภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
			3) ตำแหน่งในภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม<br />
			4) ตำแหน่งในภารกิจด้านการปราบปรามยาเสพติด<br />
			5) ตำแหน่งในภารกิจที่มีเหตุผลความจำเป็นพิเศษ<br />
			นอกจากนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) นำแนวทางการพิจารณาทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่นให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจตลอดจนสนับสนุนให้ใช้อัตรากำลังข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศในภารกิจสนับสนุนการจัดการภายในสำนักงาน ควบคู่กับการใช้อัตรากำลังประเภทอื่น หรือภารกิจอื่นที่มิได้เกี่ยวข้องกับลักษณะงานตามภารกิจหลักของ ตช.</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">การจัดสรรอัตราว่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้มาตรการฉบับเดิมแต่<u>ปรับเพิ่ม</u> โดยให้ ตช. ตรึงอัตรกำลัง โดยบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เพิ่มกรอบอัตรากำลังตั้งใหม่ในภาพรวม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>2. กรณีการบริหารอัตรากำลังลูกจ้าง</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) ให้ยุบเลิกอัตราลูกจ้างประจำที่ว่างจากผลการเกษียณอายุและว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของทุกส่วนราชการ เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็น ให้เสนอ คปร. พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป<br />
			2) ไม่ให้มีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากงบประมาณประเภทงบบุคลากร ยกเว้นการจ้างลูกจ้างชั่วคราว 4 ประเภท เช่น (1) ลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง และ (2) ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการที่มีสำนักงานในต่างประเทศ กรณีที่จำเป็นต้องจ้างลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว ให้จัดทำคำขออนุมัติเสนอสำนักงาน ก.พ. พิจารณาเป็นรายกรณี<br />
			3) การทบทวนความจำเป็นของการใช้อัตราลูกจ้างชั่วคราวข้างต้น ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เคยได้รับการจัดสรรอัตราลูกจ้างชั่วคราวพิจารณาทบทวนและจัดทำข้อมูลการจ้างลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว พร้อมทั้งรายงานผลให้สำนักงาน ก.พ. ทราบปีละ 1 ครั้ง (ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณ) เพื่อรายงานให้ คปร. ทราบต่อไป</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คงเดิม</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>3. กรณีการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) การกำหนดจำนวนพนักงานราชการ ให้ทดแทนอัตราข้าราชการเกษียณ 1 อัตรา ต่ออัตราพนักงานราชการ 1 อัตรา (1 : 1)<br />
			2) การกำหนดตำแหน่งพนักงานราชการ ให้กำหนดตามประเภทและลักษณะงานตามกลุ่มงานของพนักงานราชการเป็นประเภททั่วไป เฉพาะ 4 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิค กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ<br />
			3) การกำหนดกรอบระยะเวลาการจ้าง ให้มีระยะเวลาการจ้างได้ไม่เกินกว่าระยะเวลาของกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการระยะ 4 ปี ที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) อนุมัติโดยไม่นำไปรวมกับกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่เป็นกรอบปกติ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างในแต่ละรอบให้ส่วนราชการพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจและความจำเป็นของการใช้อัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนเสนอ คพร. พิจารณาต่อไป<br />
			ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คพร. ตอบมติอนุมัติการจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมกรณีข้างต้นได้ทันที ยกเว้นกรณีที่คำขอไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดให้เสนอ อ.คพร. และ คพร. พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป และให้รายงานให้ อ.คพร. และ คพร. ทราบทุกปี</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ</u> ดังนี้<br />
			(1) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2567 ให้ชะลอการทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ ของข้าราชการด้วยกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ<br />
			(2) การกำหนดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ &nbsp;&nbsp;โดยนำกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุในรอบที่ 5 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2567) มานับรวมอยู่ในกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่จะให้ คพร. พิจารณาจัดสรรให้กับส่วนราชการในรอบถัดไป คือ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571)<br />
			ทั้งนี้ การกำหนดตำแหน่งพนักงานราชการและการกำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นไปตามมาตรการฉบับเดิม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>4. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่มีความสำคัญเร่งด่วน<br />
			2) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจโครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งส่วนราชการระดับกระทรวงหรือระดับกรมขึ้นใหม่<br />
			3) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจ โครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ ในส่วนการขอรับการจัดสรรตามข้อ 2)-3) ส่วนราชการต้องพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังที่มีอยู่เดิมของส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งในและต่างกระทรวง กรม มาปฏิบัติภารกิจในระยะแรกแต่ยังมีความจำเป็นต้องขอจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่<br />
			ทั้งนี้ การขอจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ส่วนราชการ/หน่วยงานจะต้องแสดงเหตุผลความจำเป็น พร้อมทั้งรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยให้ส่วนราชการที่มีคำขอหารือร่วมกับฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. (สำนักงาน ก.พ.) เพื่อร่วมศึกษาวิเคราะห์และจัดทำคำขอเสนอต่อ อ.ก.พ. กระทรวง หรือองค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกลั่นกรองและให้ความเห็นชอบก่อนเสนอ คปร. พิจารณา และหาก คปร. ให้ความเห็นชอบอนุมัติจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่ส่วนราชการก็ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่และให้ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. (สำนักงาน ก.พ.) แจ้งผลการพิจารณาให้ส่วนราชการทราบและดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">- <u>ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่กรณีรองรับภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจ</u> โครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งส่วนราชการระดับกระทรวงหรือระดับกรมหรือจังหวัดขึ้นใหม่ โดยกำหนดรายละเอียดของแนวทางการจัดสรรให้ชัดเจนว่าจะให้ส่วนราชการพิจารณาจากแหล่งใด อย่างไร ดังนี้<br />
			(1) หากเป็นการตัดโอนภารกิจจากส่วนราชการที่มีอยู่เดิมมาจัดตั้งเป็นส่วนราชการใหม่ ให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาตัดโอนหรือเกลี่ยอัตรากำลังในภารกิจที่เกี่ยวข้อง หรืออัตราว่างที่มีอยู่ของส่วนราชการที่ตัดโอนภารกิจและอัตราว่างของส่วนราชการที่มีอยู่ในกระทรวงให้กับส่วนราชการตั้งใหม่ในระยะแรกก่อน<br />
			(2) หากส่วนราชการตั้งใหม่ยังจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มใหม่อาจเสนอ คพร. พิจารณาจัดสรรอัตรากำลังเป็นพนักงานราชการเพื่อปฏิบัติภารกิจไประยะหนึ่งก่อน (1-2 ปี) จากนั้น ให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ประเมินความคุ้มค่าของการใช้อัตรากำลังตั้งใหม่เพื่อกำหนดรูปแบบการจ้างงานให้เหมาะสมสอดคล้องกับภารกิจงาน<br />
			- <u>เพิ่มกลไกการพิจารณาการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่</u> โดยเพิ่มคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ประกอบด้วย สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ สศช. กรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นต่อข้อเสนอการขอรับการจัดสรรอัตรากำลังตั้งใหม่เพื่อประกอบการพิจารณาของ คปร. เพื่อควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการและงบประมาณด้านบุคคลของประเทศในระยะยาว</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:640px;">
			<ul>
				<li><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>การรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท</strong></span></span></li>
			</ul>
			</td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:330px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้ คปร. ทราบทุกปีงบประมาณ</span></span></td>
			<td style="width:309px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">ให้ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐมีการเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนภาครัฐทุกประเภทและรายงานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> _______________<br />
<sup>1</sup> สำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหาร และหน่วยงานของรัฐ หมายถึง รัฐสภา ตุลาการ อัยการ ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่มีและไม่มีองค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลของตนเอง<br />
<sup>2</sup> ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ประกอบด้วย สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง<br />
<sup>3</sup> เป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมตรา 38 ค. (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งหมายถึงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดหรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />
<sup>4</sup> กลุ่มสถานศึกษา หมายถึง สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนสอนแบบรวมสถานศึกษาตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ตามประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยกลุ่มสถานศึกษาถือเป็นเพียงหนึ่งสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้ ก.ค.ศ. จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้สอนคืนให้กับกลุ่มสถานศึกษาตามเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อบริหารอัตรากำลังตามความจำเป็น </span></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่)]]></title>
<link>https://radiosungigolok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2073/iid/181001</link>
<guid isPermaLink="false">9b54ded41392a2d4730800bb03cdd566</guid>
<pubDate>Fri, 12 May 2023 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่) (โครงการฯ) ดังนี้</span></span></p>

<table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0">
	<tbody>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:601px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>โครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ </strong><br />
			<strong>(ปรับปรุงใหม่)</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่</strong><br />
			<strong>20 ธันวาคม 2565</strong></span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>กค. เสนอขอทบทวนในครั้งนี้</strong></span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1. คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ เป็นผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อตามโครงการฯ หรือได้รับสินเชื่อตามโครงการฯ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้วไม่เกิน 5 ปี (เพื่อให้ความช่วยเหลือ<u>เป็นไปอย่างทั่วถึง</u>)</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><u>ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ขอรับสินเชื่อ</u> โดยขยายความช่วยเหลือให้ผู้ที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการมาเกิน 5 ปี สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ (เพื่อช่วยเหลือ<u>ลูกหนี้รายเดิมที่เคยได้รับสินเชื่อมาแล้วเกิน 5 ปี</u>)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">2. วงเงินโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 25,000 ล้านบาท</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><u>ปรับปรุงวงเงินโครงการ</u> โดยแบ่งเป็น<br />
			(1) <u>วงเงิน </u><u>20,000 ล้านบาท</u> สำหรับผู้ที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ (ลูกหนี้รายเดิม) ที่สิ้นสุดระยะเวลาไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 และมีความประสงค์ขอรับสินเชื่อตามโครงการฯ เพื่อเสริมสภาพคล่องและแบ่งเบาภาระในช่วงระหว่างวางแผนบริหารจัดการทางการเงินในการชำระคืนสินเชื่อ<br />
			(2) <u>วงเงิน </u><u>5,000 ล้านบาท</u> สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ มาก่อน (<u>ลูกหนี้รายใหม่</u>)<br />
			ทั้งนี้ ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ความสำคัญกับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อมาก่อนเป็นลำดับแรก และเพื่อให้การจัดสรรวงเงินโครงการฯ มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้ประกอบการ ภายหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) สามารถบริหารจัดการวงเงินโครงการฯ ได้ตามความเหมาะสม</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" style="width:601px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"><strong>หมายเหตุ :</strong> มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เป็นการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 (เรื่อง มาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งในครั้งนั้นไม่ได้กำหนดวงเงินกู้ต่อรายแต่กำหนดระยะเวลาให้สินเชื่อแต่ละรายไม่เกิน 5 ปี (ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2565)</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">3. วงเงินกู้สูงสุดต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ จะถูกจัดสรรหมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนและ ธ.ออมสิน เบิกจ่ายสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2566</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">1. ปรับวงเงินกู้ต่อรายและขยายระยะชำระเงินกู้ ดังนี้<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) <u>ผู้ประกอบการที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ (ลูกหนี้รายเดิม</u>)<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กรณีผู้ที่เคยได้รับวงเงิน<u>กู้เกิน</u> 20 ล้านบาท กู้ได้สูงสุดไม่เกินวงเงินที่เคยได้รับโดยต้องชำระเงินกู้ให้คงเหลือไม่เกิน 50 ล้านบาท (กรณีเป็นลูกหนี้รายเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อาจมีวงเงินกู้เงิน 20 ล้านบาท เนื่องจากในครั้งนั้นไม่ได้กำหนดวงเงินกู้ต่อราย) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และชำระเงินกู้ให้คงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หลังจากนั้นต้องชำระเงินกู้ส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กรณีผู้ที่เคยได้รับวงเงินกู้<u>ไม่เกิน</u> 20 ล้านบาท กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) <u>ผู้ประกอบการรายใหม่ (ลูกหนี้รายใหม่)</u> ให้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกับผู้ประกอบการจัดทำแผนการชำระหนี้และกำหนดหลักเกณฑ์การชำระคืนสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถชำระคืนสินเชื่อให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568<br />
			2. ขยายระยะเวลาเบิกจ่ายสินเชื่อของ ธ.ออมสิน เดิม <u>จากเดิม </u>30 มิถุนายน 2566 <u>เป็น</u> 31 ธันวาคม 2567</span></span></td>
		</tr>
		<tr>
			<td style="width:255px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">4. เงื่อนไขอื่น ๆ</span></span></td>
			<td style="width:346px;"><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;">(1) ธ.ออมสิน กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการในการให้สินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการจัดทำข้อมูลรายละเอียดและวัตถุประสงค์การใช้วงเงินสินเชื่อของลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์ตามที่ ธ.ออมสิน กำหนด เพื่อประกอบการเบิกจ่ายสินเชื่อกับ ธ.ออมสิน<br />
			(2) สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องสอบทานกระบวนการอนุมัติสินเชื่อและสุ่มสอบทานสินเชื่อรายลูกหนี้ในโครงการฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ พร้อมทั้งจัดทำรายงานสรุปผลการสอบทานดังกล่าวเป็นการเฉพาะแยกจากธุรกรรมสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เป็นประจำทุกไตรมาส และรวบรวมรายงานดังกล่าวไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบทานสินเชื่อสำหรับการเข้าตรวจสอบสถาบันการเงินประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</span></span></td>
		</tr>
	</tbody>
</table>

<p><span style="font-size:36px;"><span style="color:#800080;"> ทั้งนี้ ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดย กค. แจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เนื่องจากไม่ได้ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยยังอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณชดเชยเดิม รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้เคยให้ความเห็นชอบไว้ (มติคณะรัฐมน</span></span>ตรีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565)<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
